สวยสะพรึง! Lady Gaga บนปกนิตยสาร Billboard ในฐานะ Woman Of The Year

lady-gaga-woman-of-the-year-2015-billboard-01-1500

Inez and Vinoodh

Lady Gaga ได้รับเกียรติจากทาง Billboard ให้เป็น Woman Of The Year หรือผู้หญิงทรงพลังแห่งปี 2015 หลังจากที่ปีที่แล้ว Taylor Swift ได้ตำแหน่งนี้ไป

นักร้องสาววัย 29 Lady Gaga ผู้ทรงอิทธิพลในวงการเพลง ได้รับรางวัล Woman Of The Year ประจำปี 2015 นี้เป็นครั้งแรกหลังจากที่เข้าวงการมาตั้งแต่ปี 2008 และทำชื่อเสียงโด่งดังมากมายตั้งแต่ปี Just Dance, Poker Face และอื่นๆเรื่อยมา
จนล่าสุดได้ลองเล่นทีวีซีรีส์เป็นครั้งแรกในเรื่อง American Horror Story: Hotel ซึ่งได้รับบทเป็นตัวเอกของเรื่องเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องของวงการบันเทิงแล้ว เธอก็ยังได้ตั้งองค์กรการกุศล Born This Way Foundation ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง “โลกที่อ่อนโยนและกล้าหาญสำหรับเด็กๆ” และในปีนี้เธอก็ได้ร้องเพลง Til It Happens To You ประกอบสารคดีเรื่อง The Hunting Ground ที่เกี่ยวกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากการถูกข่มขืนภายในสถานศึกษา
และปีนี้เองเธอก็ได้ร้องเพลงจาก The Sound of Music บนเวทีประกาศรางวัลออสการ์อีกด้วย
ถึงจะเป็นปีที่เธอไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่ แต่เธอก็ได้ทำผลงานไว้มากมายเลยทีเดียว

มาดูบทสัมภาษณ์ที่ทาง Billboard ได้สัมภาษณ์เธอไว้กันดีกว่า

lady-gaga-woman-of-the-year-2015-billboard-07-1500

Inez and Vinoodh

‘ฉันอยากจะระเบิดเข้าสู่อายุ 30′

“เดือนมีนาคมนี้ก็จะถึงวันเกิดฉันแล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาสุดท้ายที่ฉันจะอยู่ในช่วงวัยเลข 2 แล้ว ฉันก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาแล้วล่ะ และตอนนี้ฉันก็ตื่นเต้นสุดๆเลยที่จะแสดงให้หนุ่มๆสาวๆทุกคนเห็นว่าผู้หญิงในวัยเลข 3 เนี่ยจะมีความหมายขนาดไหน ทำไมเราถึงต้องกำจัดผู้คนเหล่านี้ออกไปจากวงการเมื่อถึงวัยนี้ด้วยล่ะ? มันเหมือนว่า “เธอกลายเป็นคนแก่ไปล้ว” ฉันยังไม่แก่นะ! ฉันคิดว่าฉันเซ็กซี่ขึ้น มีพลังมากขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ ฉันได้ฝ่าฟันความเจ็บปวดมาหลากหลายรูปแบบ และไม่มีประสบการณ์ไหนทำให้ฉันกลายเป็นสินค้าเสียหายสักหน่อย มันทำให้ฉันกลายเป็นนักสู้มากกว่า ฉันอยากจะแสดงให้พวกผู้หญิงเห็นว่าพวกเธอไม่จำเป็นต้องพยายามจะทุ่มสุดตัวเกินไปในช่วงวัย 19 หรือ 21 เพื่อที่จะเป็นที่นิยมได้ พวกผู้หญิงในวงการบันเทิงเนี่ยนะ พวกเธอมักจะคิดว่าเธอต้องยอมขายทุกๆสิ่งที่ตัวเองมี เพื่อให้กลายเป็นดาราได้ มันน่าเศร้านะ ฉันรู้สึกอยากจะ ระเบิดตัวเอง เมื่อฉันก้าวย่างเข้าสู่วัย 30 นี้”

“เมื่อเราเริ่มสนใจจริงๆ และถามตัวเองว่า ‘ฉันต้องการอย่างนั้นจริงๆหรอ’ เราก็จะเริ่มรู้สึกว่ามีพลัง และจะได้พบคุณค่าในตัวเอง ฉันชอบนะที่ตัวเองเป็นผู้หญิงน่ารำคาญแบบนี้ ฉันเคยเป็นเด็กที่ชอบโรงละคร ฉันเคยอยู่นในวงแจ๊ซ ฉันเคยไปงาน Renaissance Faire ฉันเคยเป็นเด็กผู้หญิงที่มักจะถูกเพื่อนๆล้อ เป็นเด็กเนิร์ดๆ และฉันก็เชื่อมั่นในตัวเด็กผู้หญิงคนนั้น ฉันเชื่อมั่นในความซื่อตรง ความฉลาด และพลังของผู้คนแบบเธอ และฉันอยากจะจุดไฟในตัวคนคนนั้นขึ้นมา”

Inez and Vinoodh

Inez and Vinoodh

‘ฉันเลือกที่จะวางเดิมพัน เพราะทุกๆคนดูถูกฉัน’

“ตอนที่งานออสการณ์จบลง Jimmy Lovine (อดีตผู้บริหาร Interscope Geffen A&M) อีเมลมาหาฉันเลยว่า ‘การแสดงนั่นโคตรสุดยอดไปเลย และมันน่าจะเป็นหายนะไปแล้วล่ะ’ เขาเป็นคนเชื้อสายอิตาเลียนจากบรู๊คลิน เราเลยคุยกันด้วยภาษาแบบนี้แหละ แต่ฉันคิดว่าเขาพูดถูกนะ ความจริงก็คือการแสดงแบบนั้นน่ะ ถ้าไม่ปังไปเลย ก็จะมีแต่พังลูกเดียว เพราะมันเป็นเพลงสุดคลาสสิคที่ร้องเอาไว้โดยนักร้องระดับตำนานเลยนะ ฉันเลือกที่จะเดิมพันกับโชว์นี้ เพราะทุกๆคนต่างดูถูกฉัน ฉันต้องใช้เวลาฝึกซ้อมนานมากนะ กว่าจะร้องโน้ตสูงๆแบบนั้นได้ ฉันบอกผู้จัดการฉันเลยว่า ‘ฉันขอเวลา 2 เดือนเพื่อฝึกกับผู้ฝึกสอนร้องเพลงทุกๆวัน และเพื่อให้ฉันไม่เมาด้วย นั่นหมายความว่า ฉันทำงานอื่นไม่ได้เลยระหว่างนั้นนะ’ เพราะเวลาฉันทำงานเนี่ย ฉันต้องดื่มและสูบบุหรี่ และฉันก็ยังรู้สึกเจ็บจากการผ่าตัดสะโพกครั้งนั้นอยู่ด้วย แต่ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงคนนั้น เป็นคนธรรมดาคนนึงนี่แหละ ถ้าเรายังความเป็นคนธรรมดาเอาไว้ได้ นั่นแหละคือสิ่งที่จะได้ยินในบทเพลง”

“ตอนสิ้นปี 2014 สไตลิสท์ถามฉันว่า ‘นี่เธอยังเป็นป๊อปสตาร์อยู่รึเปล่า?’ ฉันมองเขาและตอบไปว่า ‘รู้มั้ย ถ้าฉันหยุดรถไฟขบวนนี้ไว้ได้ตอนนี้ ในวันนี้เลย ฉันคงหยุดไปแล้ว แต่ฉันทำไม่ได้จริงๆ แต่ฉันคงจะต้องโดดลงจากรถไฟขบวนนี้แล้วล่ะ เพราะมันกำลังจะพาฉันไปตาย’ เวลาที่เราใช้ชีวิตเร็วเกินไป เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เราจะรู้สึกเหมือนถูกคนนู้นตบหน้าที คนนี้ตบหน้าที และก็จะคิดอะไรไม่ออกเลย แต่จากนั้นฉันก็รู้สึกถึงมือที่คอยผลักดันฉัน เหมือนทุกๆคนมารวตัวกัน เพื่อพยายามจะผลักดวงดาวดวงนี้กลับขึ้นสู่ท้องฟ้า และพวกเขาจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”

Inez and Vinoodh

Inez and Vinoodh

‘ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลงกับ Tony Bennett’

“ไม่มีใครในโลกนี้เจ๋งไปกว่า Tony Bennett แล้วล่ะ ผู้ชายคนนั้นหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงเลยนะ ในแบบที่ทรงพลังมากๆด้วย และเขาสอนให้ฉันจริงใจกับตัวตนของตัวเองเสมอ และอย่าได้ยอมให้ใครเอาเปรียบฉันได้ เขาทำให้ฉันมีความสุขมากในหลายๆวิธี เช่นเดียวกับ Elton John เลย เวลาที่ทั้งวงการเมินฉันตอนช่วง ARTPOP พวกเขาสองคนคือคนที่บอกฉันว่า ‘นี่มันก็แค่ปัญหาเล็กๆนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป’ ตอนที่ฉันไปออกทัวร์คอนเสิร์ต มีคนมอบเหรียญกล้าหาญ และเรื่องราวที่น่าจดจำให้ฉันมากมาย เพียงเพื่อจะขอบคุณฉันที่ฉันได้เบิกทางให้กับเหล่าวัยรุ่นได้รู้จักกับ Tony Bennett เพราะเขาได้เปลี่ยนชีวิตคนมากมายในทางที่ดีนะ ฉันอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมผู้นำทางที่เราจะไม่ให้การยอมรับแก่ผู้ที่หยาบคาย หรืองี่เง่า หรือไม่ดีกับโลกใบนี้”

Inez and Vinoodh

Inez and Vinoodh

‘ฉันทุ่มเทความบ้าคลั่งของฉันทั้งหมดลงไปในศิลปะแห่งด้านมืด’

 

“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่เข้ากับแบบพิมพ์ไหนๆก็ได้ ดังนั้นการทำงานกับ Ryan Murphy ในซีรีส์ American Horror Story ก็เป็นเหมือนโชคชะตาเลย ฉันอยากจะสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความหมายมากๆ โดยการเข้าไปสำรวจศิลปะแห่งความืดมิด เหตุผลที่ฉันชอบดูหนังสยองขวัญ ลึกลับ และสารคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดจากสิ่งที่ประสบมาในชีวิตน้อยลง เพราะเราได้ดูอะไรที่เลวร้ายกว่าสิ่งที่เราพบเจอมาจริงๆ ความโหดร้ายนั้นมันหยุดความเจ็บปวดของเราไว้ และทำให้เราลืมความเจ็บปวดไปได้ในช่วงเวลานึง มันเป็นเหมือนรูปแบบทางจิตวิทยาอย่างนึงของพวกมาโซคิสม์ (รักความเจ็บปวด) ที่ปลอดภัยกว่านะ”

“Ryan และฉันต่างได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มามากมายเกี่ยวกับผลงานของพวกเรา อาชีพทั้งอาชีพของฉันนั้นถูกสร้างมาจากความเข้าใจของผู้คนว่า ฉันพยายามจะเรียกร้องความสนใจ เพราะสิ่งต่างๆที่ฉันสนใจ ทั้งๆที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ถ้าคุณไม่อยากจะรู้สึกกระวนกระวาย งั้นซีรีส์เรื่องนี้ก็คงไม่เหมาะกับคุณ ถ้าคุณไม่ชอบความไร้สาระ งั้นฉันก็คงไม่เหมาะกับคุณ ฉันเคยห้อยหัวอยู่ 45 นาทีเพื่อภาพถ่ายของ Robert Wilson และสูบเลือดแทบทั้งตัวฉันออกไปจนหมด แล้วฉันก็เคยแก้ผ้ายืนอยู่ในแม่น้ำเย็นเฉียบถึง 2 ชั่วโมงโดยมีแม่เหล็กติดอยู่บนหัว เพื่องานของ Marina Abramovic ฉันมันเป็นผู้หญิงฮาร์ดคอร์น่ะ

ฉันไปทำงานซีรีส์นี้ ฉันจะได้ใส่ความบ้าคลั่งของฉันทั้งหมดลงไปศิลปะศาสตร์มืดนี้ และทั้งชีวิตของฉันที่เหลือจะได้ไม่ต้องคิดอะไรอีก ทำในสิ่งที่ฉันคิดว่ามันถูกต้องอย่างมูลนิธิของฉัน และยึดติดอยู่กับงานเพลงของฉันก็พอ”

Inez and Vinoodh

Inez and Vinoodh

‘คุณกลายเป็นหุ่นยนตร์ตามนิยมตั้งแต่เมื่อไหร่?’

“คุณขายวิญญาณคุณไม่ได้อีกแล้วล่ะเมื่อคุณได้ทำมันลงไปแล้ว มันคือความผิดพลาดครั้งใหญ่เลยนะ ถ้าคุณพยายามจะหาเงินเพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะอยู่บนจุดสูงสุดให้ได้ต่อไป ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทุกๆคนอย่างให้ฉันทำนะ แต่ฉันเป็นผู้หญิงที่แตกต่างจากคนอื่นๆ และหากการที่เป็นคนแตกต่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนต้องการ ก็คงยากนะที่ฉันจะทำงานต่อไปได้ ผู้คนคิดว่า ‘เธอก็แค่นั่งอยู่หน้าเปียโนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เธอต้องการ และก็แต่งเพลงออกมาก็พอ’ แต่ฉันแต่งเพลงไม่ได้มาถึง 2 ปีแล้วนะ! สำหรับ ARTPOP เนี่ย ฉันทำแต่จังหวะดนตรี ฉันไม่ได้อยู่ใกล้เปียโนเลยสักนิด เพราะมันทำให้ฉันเป็นคนเจ้าอารมณ์เกินไป พอฉันเริ่มเล่นเปียโนและร้องเพลงออกมา ใจฉันก็จะคิดว่า ‘แกมีความสามารถเกินกว่าจะทำแค่นี้น่ะ เสียงแกแม่งก็โคตรดี คอร์ดนั้นก็โคตรเพราะ นั่นก็เนื้อเพลงโคตรดี ทำไมถึงยอมให้พวกนี้มาทำให้แกล้มลงดินแบบนี้ล่ะ? แกกลายเป็นหุ่นยนตร์ตามนิยมไปตั้งแต่เมื่อไหร่?’ แค่เป็นศิลปินมันไม่พอรึยังไง? พรสวรรค์มันคือสิ่งจำเป็นมั้ย? ฉันคิดว่าสำหรับ Adele สำหรับ Bruno Mars น่ะมันใช่ แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จาก Tony Bennett มาก็คือ ถ้าพรสวรรค์มันไม่จำเป็น งั้นเธอก็เข้าใจผิดแล้วล่ะ”

“ดังนั้นทุกๆขาขึ้นและขาลงในวงการของฉันมันเลยมีคุณค่าไงล่ะ มันทำให้ฉันได้ค้นพบสิ่งต่างๆ เราสร้างสรรค์อะไรไม่ได้เลย หากเราไม่ได้ค้นพบมาก่อน คุณอาจจะได้เจอความรู้สึกแบบนั้นมาสักครั้ง แต่ไม่รู้ตัว เพราะคุณกำลังเมายาอยู่ หรืออาจจะมีนางแบบ 7 คนมาเลียจู๋คุณอยู่ หรือคุณอาจจะมัวเมาไปกับไลฟ์สไตล์หรูๆ ฉันรู้สึกสำนึกในบุญคุณของสิ่งที่ฉันมีนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เห็นคุณค่าชีวิตของฉัน เพราะขณะที่บ้านหลังนี้มันสวยแค่ไหน พอฉันก้าวพ้นบ้านออกไป ฉันก็ไม่ได้เป็นอิสระอีกแล้ว มันถูกกฏหมายไปแล้วที่จะแอบตามฉันไปทุกๆมุมโลก สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขก็คือเปียโนหลังนั้น”

Inez and Vinoodh

Inez and Vinoodh

 

‘เรามาทำให้วงการนี้บริสุทธิ์กันเถอะ’

“ฉันอยากจะบอกให้ศิลปินทุกๆคนใจกว้างกับคนอื่นๆ และมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน เรามาทำให้วงการนี้ไร้มลทินอีกครั้งกันเถอะ และเราก็มาชี้หน้าพวกบริหารแล้วบอกพวกเขาไปว่า ‘หากพวกคุณจะเลือกเสียเงินให้ใคร พวกคุณจะเสียให้กับคนที่ร้องเพลงได้จริงๆใช่มั้ย? หรือให้คนที่มีทัศนคติใช่มั้ย?’ มันตลกดีนะที่ได้เห็น Tony ทำหน้าแบบนั้น เวลาที่เขาส่ายหัว ตอนที่ฉันเล่าให้เขาฟังว่าวงการนี้มันกลายเป็นยังไงไปแล้ว ไอพวกเพลงรีมิกซ์ที่เปิดในวิทยุ ฉันขอบอกเลยว่า เวลาที่ไม่รู้สึกเหมือนว่าศิลปินสองคนอยู่ในห้องด้วยกัน ฉันรู้สึกเจ็บปวดนะ เพราะมันไม่ยุติธรรมสำหรับการที่ศิลปินสองคนมาพบกันแล้วต้องเจอแบบนั้น มันฉลาดก็จริง แต่เรากำลังตั้งกฏเกณฑ์มากเกินไป กับสิ่งที่ควรจะเล่นบนวิทยุ สำหรับศิลปินที่จะได้เป็นอิสระมากพอที่จะได้สร้างสรรค์ผลงานอย่างแท้จริงมั้ย?”

 

“เราจะโทษยุคดิจิตอลแบบนี้ไปก็ได้ แต่เสียงเพลงคือสิทธิ์ทางธรรมชาติของมนุษยชาตินะ เราร้องเพลงในถ้ำตั้งแต่เริ่มมีมนุษยชาติแล้ว และได้เรียนรู้เกี่ยวกับเสียงสะท้อน เพราะเสียงของเราที่ดังก้องไปทั่วภูเขาไงล่ะ นั่นคือสิ่งที่ผู้คนกลัวที่สุดเกี่ยวกับฉัน จากความร่วมสมัยของฉัน ฉันเองก็เป็นคนที่เพ้อฝันเหมือนกันนะ โดยเฉพาะในโลกที่การเรียนรู้ทางดนตรีไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เด็กๆนั้นเศร้าเสียใจที่เขาเกิดมาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่ได้ถูกสอนให้ปลดปล่อยมันออกมา คุณจินตนาการออกมั้ย เวลาที่คุณกำลังมีอารมณ์จะถึงจุดสุดยอดแล้ว แต่มีคนเข้ามาบอกว่า ‘ขอโทษนะ แต่คุณห้ามหลั่งน้ำกามออกมาอีกแล้วทั้งชีวิตนี้’ และหากคุณไม่สอนให้คนพวกนั้นได้ปลดปล่อยพลังงานของตัวเองออกมา มันก็จะถูกกีดกันเอาไว้ มันเจ็บปวดจริงๆนะ เด็กๆควรจะได้เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมา และค้นหาคุณค่าในตัวเอง”

 

Credit: Billboard

แปลโดย InterStarsUpdate

เมาท์มอยกันได้เลยนะจ๊ะ

comments

AelitaX

เบียร์ ผู้สร้างบล็อคแปลเพลง http://www.aelitaxtranslate.com/ และผู้สร้างเว็บไซต์ http://www.interstarsupdate.com/

You may also like...